1. »
  2. ข้อมูลและองค์ความรู้
  3. »
  4. ภัยร้ายหน้าฝน: 3 โรคสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง

ภัยร้ายหน้าฝน: 3 โรคสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง

🌧️ ภัยร้ายหน้าฝน! ระวัง 3 โรคสำคัญของมันสำปะหลัง

ในช่วงฤดูฝน ความชื้นที่สูงเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการเกิดและการแพร่ระบาดของโรคในมันสำปะหลัง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิต

โรครากและหัวเน่า (Root and Tuber rot)    

เชื้อสาเหตุ เกิดจากเชื้อราหลายชนิด เช่น Phytophthora melonis, Fusarium solani Neoscytalidium hyalinum หรือ Sclerotium rolfsii เป็นต้น หรืออาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียได้ด้วย

ปัจจุบันปัญหามันสำปะหลังรากและหัวเน่า ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญที่ทำผลผลิตของมันสำปะหลังเสียหายทั้งปริมาณและคุณภาพจำนวนเป็นมาก ในปี พ.ศ. 2557-2558 พบเป็นปัญหามากในมันสำปะหลังสายพันธุ์ CMR43-08-89 หรือที่เกษตรกรเรียกว่า เบอร์ 89 ในพื้นที่ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา

ซึ่งนอกจากเชื้อสาเหตุโรคแล้วยังมีปัจจัยจากสภาพแวดล้อมที่จะทำให้เกิดโรคได้ง่ายและมีความรุนแรง เช่น พื้นที่ลุ่มมีปัญหาดินระบายน้ำไม่ดี มีน้ำขังนานติดต่อกันเป็นเวลานาน แปลงอยู่ทางน้ำไหล พื้นที่ที่มีการชะล้างสูง มีปริมาณน้ำฝนสูง หรือมีปัญหาชั้นดินดานในพื้นที่ปลูก เป็นต้น แปลงที่เป็นดินเหนียวจะพบเป็นโรครุนแรงกว่าดินร่วนและดินทราย ร่วมกับมันสำปะหลังบางพันธุ์หรือสายพันธุ์ที่มีความอ่อนแอต่อสภาพน้ำขัง

ลักษณะอาการ

Phytophthora melonis จะทำให้รากเน่าช้ำมีสีน้ำตาล โคนต้นมีแผลสีน้ำตาล ในบางพันธุ์ลุกลามขึ้นลำต้นได้ ใบซีดเหลือง (พบชัดเจนในมันสำปะหลังบางพันธุ์) ใบเหี่ยวร่วงถ้าเป็นรุนแรงจะทำให้รากเน่า หัวเน่า และต้นตายได้

Sclerotium rolfsii จะเกิดเส้นใยสีขาวบริเวณระดับดินรอบโคนต้น บางครั้งอาจจะพบส่วนขยายพันธุ์มีลักษณะเป็นเม็ดกลมเล็กๆ คล้ายเมล็ดผักกาดเรียกว่า sclerotia ซึ่งจะเป็นส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อ สามารถอยู่ในดินได้นานหลายปี เมื่อมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเม็ด sclerotia จะเจริญเป็นเส้นใยเข้าทำลายมันสำปะหลังต่อไป เส้นใยของเชื้อจะเข้าทำลายมันสำปะหลังทำให้รากเน่า ใบเหี่ยว และอาจตายได้

Fusarium solani และNeoscytalidium hyalinum ทำให้เกิดอาการรากเน่าสีน้ำตาล ใบเหี่ยว ต้นตาย

เชื้อแบคทีเรีย จะทำให้ต้นเหี่ยวใบหลุดร่วง ลำต้นเน่าช้ำฉ่ำน้ำ รากและหัวเน่าเละมีกลิ่นเหม็น

การแพร่ระบาด การเกิดโรคส่วนมากจะมีความสัมพันธ์กับสภาพแปลงปลูกที่มีลักษณะดังนี้ พื้นที่ลุ่มมีปัญหาดินระบายน้ำไม่ดี มีน้ำขังนาน แปลงอยู่ทางน้ำไหล พื้นที่ที่มีการชะล้างสูง หรือปัญหาชั้นดินดานในพื้นที่ปลูก เป็นต้น และฤดูกาลที่มีฝนตกชุก

สาเหตุของปัญหาโครงสร้างดินที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่มาจากการที่เกษตรกร
ทำการไถพรวนในระดับความลึกเดียวกันติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนานและแรงกดทับจากรถไถ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาการอัดแน่นตัวของดิน (soil compaction) ใต้ชั้นไถพรวน ทำให้ระบบรากและหัวของมันสำปะหลังจำกัดอยู่เฉพาะที่ชั้นหน้าดินด้านบน

การป้องกันกำจัด 

1. ควรเตรียมแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำได้ดี ไม่ควรปลูกในพื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขังง่าย หรือใกล้ทางระบายน้ำ ในพื้นที่ที่ระบายน้ำไม่ดีควรปลูกแบบยกร่อง

2. ทำความสะอาดแปลงก่อนการปลูกด้วยเก็บทำลายหัวมันเน่าที่เป็นแหล่งของเชื้อโรคและเลือกท่อนพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ปราศจากโรคมาปลูก

3. การปลูกพืชหมุนเวียน เช่น อ้อย ข้าวโพด หรือพืชตระกูลถั่ว เพื่อลดการสะสมของเชื้อสาเหตุโรค

4. การควบคุมด้วยการใช้สารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มา แอสเพอร์เรียลลัมหรือเชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส เป็นต้น แช่ท่อนพันธุ์หรือราดโคนต้นบริเวณที่มีการระบาดของโรค

5. การควบคุมด้วยสารเคมี เช่น ฟอสอีทิล อลูมิเนียม, แมนโคเซบ+เมทาแลกซิลหรือ ควินโตซีน+อีไตรไดอะโซล เป็นต้น ใช้แช่ท่อนพันธุ์หรือราดโคนต้นบริเวณที่มีการระบาดของโรค

——————————————————————————————

โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose) 

เชื้อสาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum sp. หรือ Colletotrichum gloeosporioides f.sp. manihotis

ลักษณะอาการ ลำต้นเป็นแผลที่มีขอบเขตชัดเจน สีน้ำตาลหรือสีดำ ถ้ามีปริมาณน้ำฝนมากหรือความชื้นสูงๆแผลจะขยายตัวสู่ส่วนยอด ทำให้ยอดตายอย่างรวดเร็ว ก้านใบเป็นรอยไหม้ที่โคนก้านใบติดกับลำต้น และก้านใบส่วนที่ติดกับตัวใบหักลู่ลงในที่สุดจะหลุดร่วงทั้งต้น ใบ มีอาการไหม้ที่ขอบใบและปลายใบขยายตัวเข้าสู่กลางใบในที่สุดตัวใบจะไหม้หมด และหลุดร่วง ถ้าเป็นพันธุ์ที่อ่อนแอมาก จะยืนต้นตาย นอกจากนี้ยังอาจพบอาการเส้นกลางใบไหม้ ทำให้ใบไหม้และยอดไหม้

การแพร่ระบาด โรคนี้สามารถติดไปกับท่อนพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ได้ โดย Fokunang et al.
(1997) ได้รายงานว่าโรคนี้ติดไปกับเมล็ดพันธุ์ในประเทศไนจีเรียมากถึง 40 เปอร์เซ็นต์และจะพบโรคระบาดรุนแรงช่วงเปลี่ยนฤดูกาลซึ่งจะมีสภาพอากาศที่ร้อนและมีความชื้นสูง

การป้องกันกำจัด เลือกใช้พันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคการตัดต้นที่เป็นโรคไปฝังทำลายนอกแปลงการควบคุมด้วยสารเคมี เช่น แมนโคเซบ โพรพิเนบ โพรคลอราซ อะซอกซีสโตรบิน หรือ ไพราโคลสโตรบิน เป็นต้น หรือการควบคุมโดยวิธีชีวภาพ เช่น ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา แอสเพอร์เรียลลัม หรือ เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ซับทิลลิส เป็นต้น

——————————————————————————————

โรคพุ่มแจ้ (Witches’ Broom)

เชื้อสาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Ceratobasidium theobromae (Landicho et al., 2024) ซึ่งพบรายงานเป็นเชื้อสาเหตุโรคปลายกิ่งแห้งของโกโก้ แต่เดิมเคยสันนิษฐานว่าเกิดจาก Phytoplasma โรคพุ่มแจ้เริ่มระบาดครั้งแรกในปี พ.ศ. 2557 ในประเทศไทยที่จังหวัดระยอง และภายหลังพบการระบาดในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังภาคตะวันออก และบางอำเภอในจังหวัดกำแพงเพชรและนครราชสีมา

ลักษณะอาการ  เชื้อราสาเหตุโรคดังกล่าวแสดงอาการคล้ายการเข้าทำลายของไฟโต-พลาสมา โดยเชื้อเข้าทำลายท่อลำเลียงของลำต้น และหัวมันสำปะหลังที่เป็นโรคจะมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำ อาการของโรคมักสังเกตได้อย่างชัดเจนช่วงระยะ 4-5 เดือนในแปลงปลูก มักพบอาการในส่วนอื่นๆร่วมด้วยเช่น ลำต้นเตี้ยหรือแคระแกร็น ข้อปล้องสั้น แตกยอดเป็นพุ่มฝอย อีกทั้งใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองไปจนถึงเหลืองซีด ส่งผลให้คุณภาพผลผลิตลดลงและเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ ถ้าพบการระบาดรุนแรงมันสำปะหลังอาจยืนต้นตายได้

การแพร่ระบาด สามารถแพร่ระบาดไปได้กับท่อนพันธุ์ที่เป็นโรคและเชื้อสาเหตุสามารถอยู่ในเศษซากมันสำปะหลังที่เป็นโรคได้

การป้องกันกำจัด  ให้ตัดบริเวณส่วนที่เป็นโรคออกเลยจากจุดที่ปกติอย่างน้อย 30 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราลุกลามไปบริเวณอื่น ในกรณีที่พบอาการของโรคที่ใบและกิ่งแห้งหรือแห้งทั้งต้นให้ทำการนำออกจากแปลงไปทำลาย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อสาเหตุโรคไปยังบริเวณข้างเคียงหรือต้นอื่นๆในแปลงปลูก นอกจากนี้ในแปลงที่มีการระบาดของโรคควรทำความสะอาดอุปกรณ์หรือเครื่องมือทางการเกษตร โดยการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อล้างทำความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตรก่อนนำไปใช้ รวมถึงการดูแลบำรุงมันสำปะหลังให้เหมาะสม เช่น การปรับปรุงดิน ให้น้ำ และปุ๋ยอย่างเหมาะสม เพื่อให้ต้นแข็งแรงก็เป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันการเกิดโรคเช่นกัน

อ้างอิงจาก หนังสือโรคและแมลงศัตรูของมันสำปะหลัง (ฉบับปรับปรุงปี พ.ศ. 2569)

แชร์ :