1. »
  2. ข้อมูลและองค์ความรู้
  3. »
  4. เจาะลึกภาพรวมการค้าและศักยภาพ “มันสำปะหลังไทย” จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

เจาะลึกภาพรวมการค้าและศักยภาพ “มันสำปะหลังไทย” จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยผลศึกษาวิจัย “โครงการศึกษาการปรับโครงสร้างภาคการส่งออกเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในตลาดโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืน (ระยะที่ 2)” ในประเด็นสำคัญทางการค้าของ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง

ปัจจุบัน ประเทศไทยครองตำแหน่งผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลก และเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก โดยการใช้งานหลักครอบคลุม 4 กลุ่มอุตสาหกรรม (4F) ได้แก่ อาหาร (Food), อาหารสัตว์ (Feed), พลังงาน/ไบโอเอทานอล (Fuel) และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม/พลาสติกชีวภาพ (Factory) ผ่านการดูแลเชิงนโยบายจาก นบมส. และสถาบันขับเคลื่อนที่เข้มแข็ง

ทีมงาน CassavaHub ได้สรุปประเด็นสำคัญด้านโอกาส ตลาดส่งออก และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรได้เห็นภาพรวมและปรับตัวรับมือกับความท้าทายในอนาคต ดังนี้

1. วิเคราะห์ศักยภาพผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 5 กลุ่มสำคัญ

1) แป้งมันสำปะหลังดิบ (อุตสาหกรรมกลางน้ำ)

  • แนวโน้มการเติบโต: ไทยโตเฉลี่ย 2.06% ต่อปี (ตลาดโลก 3.44%)
  • ตลาดหลัก: จีนและฮ่องกง (60.55%), อาเซียน (18.28%), ญี่ปุ่น (3.72%)
  • ตลาดศักยภาพสูง: จีน, ฮ่องกง, ยุโรป
  • ข้อจำกัดสำคัญ: ผลผลิตต่อไร่ลดลงจากภัยแล้งและโรคใบด่าง ระบบรับซื้อไม่สะท้อนคุณภาพแป้ง และเสียส่วนแบ่งตลาดจากต้นทุนที่สูง

2) แป้งมันสำปะหลังดัดแปร / Modified Starch (อุตสาหกรรมกลางน้ำ)

  • แนวโน้มการเติบโต: ไทยโตเฉลี่ย 3.31% ต่อปี (ตลาดโลก 3.61%)
  • ตลาดหลัก: ญี่ปุ่น (25.63%), จีนและฮ่องกง (21.89%), อาเซียน (18.38%)
  • ตลาดศักยภาพสูง: สหภาพยุโรป
  • ข้อจำกัดสำคัญ: ภาระต้นทุนมาตรฐานสูง เสี่ยงสงครามราคาในสินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดยุโรปยังพึ่งพาแป้งมันฝรั่ง/ข้าวโพดเป็นหลัก

3) พลาสติกชีวภาพและบรรจุภัณฑ์รักโลก (อุตสาหกรรมปลายน้ำ)

  • แนวโน้มการเติบโต: ไทยโตเฉลี่ย 2.48% ต่อปี (ตลาดโลก 3.73%)
  • ตลาดหลัก: อาเซียน (28.59%), สหรัฐฯ (13.24%), สหภาพยุโรป (11.70%)
  • ตลาดศักยภาพสูง: สหภาพยุโรป
  • ข้อจำกัดสำคัญ: ต้นทุนพลาสติกชีวภาพสูงกว่าปิโตรเลียม มาตรฐานการย่อยสลายเข้มงวด และวัตถุดิบมันสำปะหลังขาดแคลน

4) ผลิตภัณฑ์อาหารและขนมขบเคี้ยว (อุตสาหกรรมปลายน้ำ)

  • แนวโน้มการเติบโต: ไทยโตเฉลี่ย 6.62% ต่อปี (สูงกว่าตลาดโลกที่ 6.25%)
  • ตลาดหลัก: อาเซียน (28.01%), สหรัฐฯ (19.62%), จีนและฮ่องกง (12.18%)
  • ตลาดศักยภาพสูง: สหรัฐอเมริกา
  • ข้อจำกัดสำคัญ: กฎระเบียบความปลอดภัยและฉลากสารก่อภูมิแพ้เข้มงวดเป็นภาระต้นทุน SME รวมถึงสินค้ายังไม่ตอบโจทย์รสนิยมตลาดสากลเท่าที่ควร

5) สารเคมีชีวภาพและสารปรุงแต่ง (อุตสาหกรรมปลายน้ำ)

  • แนวโน้มการเติบโต: ไทยโตเฉลี่ย 2.27% ต่อปี (ตลาดโลก 0.37%)
  • ตลาดหลัก: อาเซียน (34.85%), สหรัฐฯ (30.34%), สหภาพยุโรป (18.54%)
  • ตลาดศักยภาพสูง: สหภาพยุโรป
  • ข้อจำกัดสำคัญ: ขาดเทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตสินค้าเกรดยา และแบกรับภาระต้นทุนการจัดทำข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์/วงจรชีวิต (LCA)

2. สรุปมูลค่าการส่งออกและตลาดหลัก (ปี 2566–2568)

  • มูลค่าส่งออกสินค้าต้นน้ำ-กลางน้ำ: เฉลี่ย 3,388.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี
    • ตลาดหลัก: จีนและฮ่องกง (58.5%), อาเซียน 9 ประเทศ (14.0%), ญี่ปุ่น (8.9%)
  • มูลค่าส่งออกสินค้าปลายน้ำ: เฉลี่ย 6,083.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี
    • ตลาดหลัก: อาเซียน 9 ประเทศ (22.5%), จีนและฮ่องกง (20.1%), สหรัฐอเมริกา (19.5%)

3. โจทย์สำคัญและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการปรับตัว

ความท้าทายหลักของอุตสาหกรรมในปัจจุบันคือ การแก้ไขปัญหาโรคระบาดและการขาดแคลนวัตถุดิบ รวมถึงการพิจารณานำเข้าวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน และการยกระดับสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดย TDRI และ สนค. ได้เสนอแนะแนวทางสำคัญ ดังนี้:

  1. การจัดการต้นน้ำ (เกษตรกรรม):
    • เร่งผลิตและกระจายท่อนพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างให้เพียงพอและทั่วถึง
    • สนับสนุนงบประมาณวิจัยและพัฒนาท่อนพันธุ์ต้านทานโรคที่ให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งสูง
    • ปรับปรุงกฎระเบียบการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ข้ามเขตให้คล่องตัวแต่รัดกุม
  2. การจัดการกลางน้ำ (โรงงานและแปรรูป):
    • พิจารณาแนวทางการเปิดให้นำเข้าหัวมันสดจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน
    • ปรับระบบซื้อขายหัวมันสดให้กำหนดราคาตาม เปอร์เซ็นต์แป้ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เกษตรกร
    • สนับสนุนโรงงานในการลงทุนเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน นำน้ำเสีย/เศษเหลือไปผลิตก๊าซชีวภาพ
  3. การจัดการปลายน้ำและการวิจัยนวัตกรรม:
    • พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ถึงแปลงปลูกเพื่อยืนยันว่าไม่ได้มาจากพื้นที่บุกรุกป่า
    • ส่งเสริมงานวิจัยต่อยอดแป้งมันสำปะหลังเป็น กรดอะมิโน, สารให้ความหวาน, กรดอินทรีย์, พลาสติกชีวภาพ รวมถึงแป้งดัดแปรคุณสมบัติเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอาง
    • จัดตั้งกองทุนวิจัยร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน และจัดตั้งศูนย์ทดสอบย่อยสลายพลาสติกชีวภาพมาตรฐานสากล
  4. การปลดล็อกกฎระเบียบและเจาะตลาด:
    • ปรับกฎหมายให้โรงงานมาตรฐานซื้อแอลกอฮอล์ใช้เป็นวัตถุดิบ/ตัวทำละลายได้โดยตรง
    • สนับสนุนผู้ประกอบการในการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์และการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (LCA) เพื่อรองรับมาตรการสิ่งแวดล้อมโลก (เช่น CBAM ของยุโรป)
แชร์ :